ค้างมาหลายวันแล้ว กับภาพของงานอันยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยิน
มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549
RoyalFlora Ratchaphruck 2006
อย่างที่ทราบ ๆ กันว่า งานนี้จัดที่เชียงใหม่ ช่างโชคดีนัก
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอไปเที่ยวบ้างสิ จัดในท้องที่ตัวเองทั้งที
งานนี้นากาได้ไปอยู่ 3 หน ค่ะ ต้องขอบคุณเปาโลฮิเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาแบ่งปันบัตรนี้มาให้ ได้มา 3 ใบก็ไปมัน 3 วันเลย 555
(><)
ภาพโหลดโหดนะคะ~

ภาพในนี้สามารถเซฟไปเก็บเพื่อชมได้แน่นอนอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่หากจะนำไปใช้ หรือ อ้างอิงในการโพส หรืออย่างไรก็ตามแต่ที่เป็นการเผยแพร่ต่อ โปรดแจ้งให้นากาทราบก่อนล่วงหน้านะคะ หรือบอกเครดิตที่มาของภาพด้วยค่ะไม่หวงนะคะ แต่จะโกรธมาก ๆ หากนำไปใช้แล้วไม่ได้บอกกันก่อน
โปรดอย่างอ้างว่าเป็นภาพที่ถ่ายเอง ทุกใบแลกมาด้วยหยาดเหงื่อที่ต้องเดินไปไม่รู้กี่กิโลเมตรเพื่อให้ได้ภาพมา แม้จะไม่สวยงามระดับโปร แต่ก็เป็นภาพที่ตั้งใจถ่ายจากใจ มุมทุกมุมนากาจำได้นะคะ หากพบเข้าล่ะก็ ไม่ไว้แน่ค่ะ...
หากละเมิดข้อใดไป เราจะถือว่าคุณได้ละเลยมารยาทอันพึงควรกระทำในสังคมไปอย่างน่ารังเกียจที่สุด
ไม่แช่งค่ะ ของแบบนี้รู้แก่ใจ นะคะ....

โฉมหน้าน้องมังคุดที่ทำให้ได้เที่ยวสมใจอยากโดยไม่เสียเงิน
(ถ้าเป็นบัตรซื้อ บัตรจองหรือบัตร VIP ก็จะเป็นอีกลายค่ะ)

บัตรนี้เป็นบัตรอภินันทนาการค่ะ เป็นบัตรที่ทางงานได้มอบให้แก่ผู้สนับสนุนงานนี้อย่างเช่นพวกหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐวิสหกิจ และเอกชน ในตอนแรก บัตรนี้เข้าได้แค่ วันที่ 1-30 พ.ย. 2549 เท่านั้น แต่ด้วยว่าเวลามันน้อยไป ผู้ที่ได้บัตรนี้บางท่านไปไม่ทัน ทางงานจึงขยายเวลาให้ถึง 31 มกราคมเลย กรี๊ดดด ช่างโชคดีอะไรอย่างงี้
เนื่องด้วยว่าไปงานนี้อยู่ 3 วัน จึงขอรวบภาพเป็นทีเดียวนะคะ แต่มีอะไรพิเศษเฉพาะวัน เดี๋ยวจะแนะนำอีกหนค่ะ

วันแรกจำได้ว่าคึกมากกกกกกก อยากไปไว ๆ ตื่นแต่เช้า จะออกบ้านตั้งแต่ตอน 8 โมงเช้า แต่คุณแม่จะไปด้วย เลยรอแกจนถึง 8 โมงครึ่ง ไปรอขึ้นรถฟรีที่สถานีรถไฟค่ะ จะมีรถเมล์คอยรับส่งฟรีทุก ๆ 20 นาที จากสถานีรถไฟไปงานพืชสวนโลก
ไปงานนี้ ได้รับความกรุณาจากกล้องเฟรินคุง ที่ให้ยืมมาถ่ายอย่างเต็มที่ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
(><)
มาถึงหน้างานก็ถ่ายซะ
"ประตูช้างค้ำ / VIP Gate"

มองตรงไปจะเป็นหอคำหลวงค่ะ แต่ประตูนี้ไม่ได้เปิดให้เข้าไปนะคะ รู้สึกว่าจะเปิดใช้แค่วันพิธีเปิด และปิด เท่านั้นเอง ทางเข้าทั่วไปอยู่ข้าง ๆ ค่ะ
ซ้ายมือเป็นกำแพงที่จำลองจากพวกกำแพงที่อยู่ตามคูเมือง เห็นชัด ๆ ก็คงประตูท่าแพล่ะค่ะ

ทางขวาเป็นธงจากนา ๆ ชาติ เช้า ๆ ตอน 9 โมง จะมีวงดุริยางค์จากโรงเรียนต่าง ๆ สลับหมุนเวียนเดินรอบ ๆ งาน โดยเริ่มจากที่นี่ล่ะค่ะ

ซูม ๆ


ไปใกล้ ๆ จะเห็นว่าสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ
(><)
บริเวณทางเข้าจะมีที่นั่งรอ ทำได้สวยถูกใจแฮะ ชอบลวดลายที่อยู่บนแท่นนั่นจริง ๆ 
ร่มคันโตที่หน้าทางเข้า อีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป บริเวณ "ลานต้อนรับ / Welcome Plaza"


เนินต้นปาล์มข้าง ๆ ที่เรียกว่า "ต้นขวด / Bottle Tree" หนึ่งในพื้นที่ป๊ปปูล่าทั้งนั่งพักและถ่ายถาพ

ทางขึ้น "เนินราชพฤษ์" ที่เสียดายว่าต้องรีบไปรอคิวเข้า เลยไม่ได้ขึ้นไป

เข้างานมา รู้สึกเยี่ยมมาก ๆ เลย ที่มาตั้งแต่ 9 โมง....
คนแทบไม่มีเลย กร๊าดดดด~!!!! ถ่ายรูปเป็นสุขมาก ๆ ค่ะ ไม่มีหัวคนให้กวนใจ 555
หลังประตูช้างค้ำมองตรงไปได้วิวสวย ๆ ที่มองเห็นทั้งสวนถวายพระพร ต้นโพธิ์แห่งความจงรักภัคดี ลานราชพฤษ์ ลานราษฎร์เฉลิมพระเกียรติ หอคำหลวง และวัดบนดอยด้านหลัง

คนน้อยมาก ๆ เลย เห็นมั๊ย ~
เริ่มแรกกับ "ต้นโพธิ์แห่งความจงรักภัคดี / Bhodi Tree for the King"


ตุ้มปลายโซ่คือใบโพธิ์ที่ประดับตราเฉลิมพระเกียรติสวยงาม

ที่โซ่แต่ละเส้นนั้น จะให้ผู้ที่สนใจจะแสดงความจงรักภัคดีแด่องค์พ่อหลวงผ่านอักษรที่เขียนบนใบโพธิ์มหามงคล (99 บาทนะคะ) ซึ่งใบโพธิ์เหล่านี้จะถูกนำไปหลอมเป็นพระพุทธรูปสวยงาม ถวายแด่องค์พ่อหลวงต่อไปค่ะ
ระฆังที่อยู่ 4 มุมของลานนี้ มีความแปลกที่พอเราเคาะ 1 ครั้ง จะมีน้ำมนต์ออกจากสปริงเกอร์ด้านบนล่ะค่ะ

ตอนแรกไม่ทราบ กำลังถ่ายภาพอยู่ มีน้ำตกใส่หัวกับกล้อง คิดว่าคนข้าง ๆคงมาเคาะระฆังแน่แท้...ตอนนั้นบ่นในใจอุบเลย เพราะคิดว่าน้ำจากสปริงเกอร์รดน้ำสวน แม่มาบอกทีหลังค่ะ กร๊าดดด แอบบาป...
มุ่งหน้าสู่จุดไฮไลต์ของงานนี้อีกจุดหนึ่งค่ะ
"หอคำหลวง / Royal Pavilion"

ระหว่างทางเดินสู่หอคำหลวง แอบชอบดีซายของเสาไฟ ออกแบบมาสวยดี อ่อนช้อยดูแล้วนุ่มนิ่มพิกล

เก้าอี้ข้างทาง

เทพบุตรที่อยู่ทุก ๆ ช่วงป้ายเล่าเรื่องราวพระราชกรณียกิจต่าง ๆ

ขึ้นหอคำหลวงกันเถอะ

ในวันแรกที่ไป แสงแดดยามเช้าแรงใช้ได้เลย แต่ถ้าบ่าย ๆ มา หอจะสะท้อนแสงประกายสวยกว่านี้เยอะเลย แน่นอน ว่ามันก็ต้องแลกมาด้วยความร้อนระอุชนิดผิวจะไหม้ของแดดหน้าหนาวล่ะนะ....

ทางขึ้นที่ผู้คนนิยมมาถ่ายรูปขวางทางขึ้นลง แต่ตอนเช้านี้ คนน้อยมาก ๆ 5555

มองลงมาก็เป็นแบบนี้ ว่างซะ~

ทุก ๆ มุมของหอนี้ จะประดับด้วยสิ่งนี้

และมีคั่นด้วยแจกันยักษ์อันนี้เป็นระยะ ๆ

ภายในก็สวยงามดังที่หวังไว้ แม้บางคนจะว่าโล่งไป แต่ "ต้นบรมโพธิสมภาร" องค์ประธานของหอคำหลวงนี้ก็สวยสง่าสุด ๆ

น่าเสียดายว่ารูปครุฑที่ใต้ฐานโพธิ์นี้เสียไป ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นรายละเอียดที่สวยงามกว่านี้เยอะเลย
ด้านหลังหอคำ มีสะพานที่จะพาคุณไปยังบริเวณ "สวนใต่ร่มยาง / Rabber Forest" ที่เป็นจุดที่เย็นสบายสุด ๆ ในงานอีกจุดหนึ่งเลยทีเดียว

แต่หากลงมาด้านล่าง แล้วไปทางขวามือ จะเป็นบันไดนาคให้ขึ้นไปยังด้านบนได้เหมือนกัน

ธงสีทองที่อยู่ข้าง ๆ นาคนี้คือ "ตุงกระด้าง" ทำจากไม้ แกะสลักอย่างสวยงาม

หอคำหลวงหลากหลายมุมมอง จากทั้ง 3 วัน 3 เวลา ที่ไปเที่ยวมา



หลายคนแซวว่า หลังหอคำหลวงโล่งขนาด ท่าทางจะเผากันสุด ๆ น่าจะมีลวดลายอะไรบ้าง (มีคุณลุงคนหนึ่งพูดในงานว่า น่าจะมีรูปอะไรติดบ้าง อย่างท้องฟ้าหรืออะไรก็ได้.... ไม่เข้าท่ามั๊งคะลุงขา...)
แต่หากว่ากันตามตรง วัดของทางเหนือเองหลังวัดก็โล่ง ๆ กันแบบนี้ล่ะค่ะ

เริ่มเย็นมาก ๆ แล้ว ไฟก็เริ่มเปิดเป็นจุด ๆ

บริเวณเนินเต่าที่หันหัวไปยังหน้าหอคำหลวงเพื่อแสดงความเคารพ.... เนินเล็ก ๆ ที่กลางน้ำนั่นแล หัวเต่า ไกด์เค้าว่ามาอย่างนี้นะ...

ตัวเต่า

บนหลังเต่า ที่มองจากที่นี่ วิวดีใช้ได้เลย


จบตอนที่ 1 เดี๋ยว Entry จะพาชมสวนประจำชาติต่าง ๆ นะคะ
แต่ก่อนจากไป มีอะไรให้ดูแน่ะ...
ที่หลังหอคำหลวง จะเป็นเนินสูงขึ้นไปยังสวยใต้ร่มยาง แถว ๆ นั้นจะเป็นถนนเล็ก ๆ และสนามหญ้าคั่นก่อนไปถึงถนนใหญ่ที่รถผ่านได้อยู่
ที่สนามหญ้านั้นชันเอาการ และแน่นอนว่าสนามหญ้านั้นเค้าห้ามเหยียบย่ำตามมารยาทที่พึงควรกระทำ

แต่เห็นสีหญ้าที่เปลี่ยนไปใกล้ ๆ ป้ายไหมคะใช่แล้ว รอยถูกเหยียบไง รอยเหยียบเฉพาะผู้ดูแลสวนน่ะ มันไม่ได้ขนาดนี้หรอก... งั้นทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ ทั้ง ๆ ที่ทางข้างล่างก็ชันมาก ๆ ไม่ใช่ทางที่คนลัดเดินผ่านหรอก
ก็เพราะนี่ไง... ภาพนี้นากายืนจากหน้าป้ายนั่นแหละถ่ายมา ห่างไปไม่ถึง 2 เมตร

อยากได้ภาพสวย ๆ แต่เหยียบย่ำต้นหญ้าแบบนี้ก็ไม่เข้าท่าหรอก ไม่ใช่แค่คนเดียวนะคะ หลายคนเลย แล้วหลังเค้าน่ะ มันทางชั้นเกือบ 90 องศานะคะท่านขา หงายไปนี่มีเจ็บนะคะนั่นน่ะ
เซ็งแฮะ....

รักษาสุขภาพกันมาก ๆ นะคะ
![]()
เพิ่งจะได้เห็นแบบเต็มๆตานี่แหละ แต่นึกว่าจะมีต้นไม้ใหญ่ๆให้เงาร่มรื่นกว่านี้เสียอีก เห็นแบบนี้แล้วร้อนแทนเลย