มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดหรอกค่ะ
นากาพึ่งจะออกจากโรงพยาบาลมานี่เอง
เนื่องด้วยโดนรถชนเอาค่ะ
ชนตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่แล้ว พึ่งออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อวันพุธนี่เอง
ขอบคุณที่พระบิดายังเมตตาให้ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้
วันที่โดนชนก็เป็นวันพฤหัสบดีตอนเย็น ๆ ประมาณ 6 โมงค่ะ
นากาขับรถจักรยายยนต์ออกจากบ้านเพื่อไปออกกำลังกายตามปกติ
ออกจากซอยบ้านมาก็เข้าถนนใหญ่ เป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ค่ะ
นากาต้องเดินทางเส้นนี้ประจำ ก็ขับรถมาอย่างปกติ ขับตรงมาเรื่อย ๆ ตามเลนซ้าย
จู่ ๆ มีรถกระบะสีแดงมาจากทางขวา พยายามจะปาดหน้าแซงรถของนากาค่ะ แต่ไม่พ้น
ผลเหรอคะ
ท้ายรถของเขามาปัดเอาหน้ารถนากาเข้าจัง ๆ เลยค่ะ
ตอนนั้นจู่ ๆ ก็มือไปหมดได้ยินแต่เสียง "ปัง" ของรถที่กระแทกเรา
รู้สึกมองเห็นอีกทีก็คือนอนกลิ้งที่ถนนแล้วค่ะ
ลุกขึ้นมามองเห็นรถตัวเองอยู่ห่างจากเราประมาณ 5 เมตร (ไกลเอาเรื่องนะคะ)
หมวกกันน็อคหน้ากากหลุดกระเด็ดไปไหนไม่รู้ค่ะ แต่หน้านี่ร้อนไม่หมดเลย
พอมีคนมาช่วยพยุงตัวขึ้นก็เห็นฟันตัวเองหลุดมาอยู่ที่หน้าขาตัวเอง แล้วเลือดก็ออกจากปากเป็นน้ำเลย
(ในใจตอนนั้นคิดแล้วว่า ไม่รอดแล้ว ฟันฉัน)
จากนั้นก็มีรถฉุกเฉินแบบว่า.... คงเป็นของมูลนิธิอะไรสักแห่งที่เขาอยู่บริเวณนั้นมารับตัวนากาไปโรงพยาบาล
(มารู้จากพี่ชายทีหลังว่า รถนั่นจะจอดประจำอยู่บริเวณห้างคาร์ฟูที่อยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเหตุพอดี)
ตอนนั้นสติมีเต็มร้อยเลยนะคะ (ยังมีการเก็บนาฬิกาข้อมือที่หลุดไปมากำไว้ด้วย กลัวหาย 555) บอกคนที่มาช่วยว่าติดต่อบ้านให้ที บ้านหนูอยู่ข้างหลังนี่เอง
เอาก็บอกว่าเดี๋ยวไปโรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยบอกนะ
นากาโดนจับใส่รถแล้วเขาก็ขับไปอย่างไวค่ะ ตอนนั้นบอกเขาว่าจะไปโรงพยาบาลเอกชนนามสมมุติ M ที่เป็นโรงพยาบาลใกล้บ้าน (แค่เลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็ถึงแล้ว)และสิทธิ 30 บาทเราก็อยู่ที่นั่น
มันพาไปไหนรู้มั๊ยคะ
โรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นชื่อว่าแพงจิ๊บเลยค่ะ โรงพยาบาลนามสมมุติ R ซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุ 1 กิโลเมตร
(เท่าที่รู้มา รถฉุกเฉินพวกนี้จะได้ค่าที่พาเรามาส่งจากโรงพยาบาลนี้ในราคาที่สูงกว่าโรงพยาบาลอื่น)
มึนหัวไปหมดตอนนั้น รู้แต่ว่าเจ็บหน้ากับขามาก ๆ แถมเวียนหัวสุด ๆ เวลาขยับตัว
ถูกจับเช็ดแผล , x-rayกระโหลกกับขา เย็บแผลสดที่หน้า แถมถูกเอาผ้าก๊อตยัดปากอีก เพราะฟันหน้าหัก
ที่เจ็บสุด ๆ ก็คงตอนเย็บแผลที่จมูกล่ะค่ะ เพราะต้องเย็บกระดูกอ่อนให้มันติดกัน ขนาดยาชายังไม่เป็นผลเลย
สักพัก พอเราเย็บแผลเสร็จหมดแล้ว คุณตำรวจก็มาค่ะ
ถามว่าเรามีบัตรอะไรแสดงตัวมั๊ย
ตอนนั้นพกไปแต่มือถือกับเงิน 11 บาท ค่ะ (- -") หลักฐานอะไรเราเลยไม่มีสักอย่าง
แถมพูดไม่ได้อีก
แต่ยังดีที่มือไม่เป็นไรค่ะ เขียนได้ เลยเขียนชื่อกับที่อยู่ เบอร์โทรที่บ้านแล้วก็ชื่อคุณแม่ให้ตำรวจไป
คุณตำรวจก็ถามว่า รถกระบะสีแดงใช่มั๊ยที่ชนเรา ตอนนี้จับได้แล้วนะ รถหนูกับคดีอยู่ที่ สน. นี้นะ แล้วจะแจ้งที่บ้านให้
พอคุณตำรวจไปแล้วก็โดนพาไป ICU เลยค่ะ
ICU ก็ถามชื่อกับที่อยู่อีก นากาก็ต้องเขียนอีกรอบ แล้วขอทางโรงพยาบาลติดต่อทางบ้านอีกที
ตอนอยู่ ICU บอกได้เลยค่ะว่าไม่กล้าหลับ กลัวไม่ตื่นเอามาก ๆ เลยตอนนั้น
เพราะมันหมุนไปหมด แค่ขยับหัวก็มึนแล้ว
พอคุณแม่กํบพี่ชายมาก็มีกำลังใจมาหน่อยแล้ว เขียนบอกแม่ว่า รถอยู่ที่ไหน คดีอยู่ สน.ไหน และขอให้คุณแม่โทรบอกเพื่อน ๆ ที
เพราะวันนั้น นากานัดเพื่อนสาวไว้ว่าจะไปออกกำลังกายด้วยกัน ป่านนี้คงรออยู่ ไม่ก็โกรธแหงม ๆ ก็กว่าโรงพยาบาล กับ ตำรวจจะแจ้งไปที่บ้านก็ปาไป 2 ทุ่มแล้ว
ส่วนวันศุกร์ก็มีนำเสนองานกลุ่มอีก ต้องรีบแจ้งให้เพื่อนรู้ก่อนไม่งั้นเดี๋ยวงานกลุ่มจะล่มเอา
ICU ให้เยี่ยมไม่นานค่ะ แม่ก็ต้องออกไปตอนก่อน3 ทุ่ม ตามเวลาของห้องนั้น แม่ก็ไปเดินเรื่องต่อที่ สน. เลย
ก็จะหลับลงก็ตอน เที่ยงคืนกว่า ๆ เท่าที่ดูในห้องICU นั้น มีแต่คนไข้อุบัติเหตุทั้งนั้นเลย
(แถมเตียงข้าง ๆ นากาเมาไม่สร่างอีกต่างหาก แหกปากโวยวายซะค่อนคืน)
พอเช้า 8 โมง ห้อง ICU ให้เข้าเยี่ยมได้ ก็มีแม่ กับเพื่อนบ้านมาเยี่ยม จากนั้นเพื่อน ๆ ก็เริ่มมากัน
คนมาเยี่ยมนากาซะจนชุดที่เขาให้ญาติสวมเข้าห้อง ICU ไม่พอ ต้องให้คนเก่าออกมาก่อน 555
ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ที่ตอนนั้นมีคนมาเยี่ยมหาเยอะเลย (อาจเพราะว่าพอบอกว่าอยู่ ICU เท่านั้นแหละ มีแต่คนตกใจ)
บ่าย ๆ มาก็ได้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษค่ะ
คุณแม่ได้พบกับคู่กรณีแล้ว และคู่กรณีนั้น เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ในรถกระบะนั้นมีกันอยู่ 6 คน ซึ่งทั้ง 6 คนนั้น......
เมาเละค่ะ
มารู้เอาทีหลังว่า รถกระบะนั่นชนนากาแล้วเสียหลัก ตกร่องข้างทาง หลังจากขึ้นมาได้ก็ขับไปต่อ แล้วไปเฉี่ยวชนกับรถมิร่าอีกคัน
คราวนี้ก็เลยต้องโดนลากมาเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องค่าเสียหายรถมิร่า เป็นบุญของเราด้วยว่า ถ้าไม่มีรถมิร่าคนนั้นยื้อเวลาล่ะก็ นากาคงเจ็บตัวฟรีล่ะค่ะ งานนี้ เพราะเจ้าพวกในรถกระบะนั่นบอกว่าไม่ได้ชนนากา
รถของนากาล้มเองไม่เกี่ยวกับเขา
....เวงเอ๊ย...
ตำรวจบอกว่าหลักฐานมีค่ะ คือสีรถของนากาไปติดที่รถเขา เพราะอย่างนั้น มันชนนากาแน่นอนค่ะ
แต่.... ยังเลวไม่พอนะคะ
เพื่อน ๆ มันว่า คนขับจริง ๆ หนีไปแล้ว เป็นเพื่อนผู้หญิง แต่รถมิร่ายืนยันว่าไม่มีผู้หญิงอยู่ในรถค่ะ เลยไม่รอด
งานนี้คุณตำรวจช่วยเข้าข้างเราเต็มที่เลยค่ะ เพราะว่าเพื่อน ๆ ที่เหลืออีก 5 คนนอกจากคนขับนั้น ไปกวนส้นเท้าคุณตำรวจเอามาก ๆ แถมไปป่วนโรงพักอีก กว่าจะทำคดีต่อได้ก็เกือบได้นอนคุกกันทั้ง 6 คนแล้วล่ะค่ะ
คนขับก็คือเจ้าของรถล่ะค่ะ เป็นนักศึกษามหาลัย ปี 2 พ่อแม่จึงต้องมาช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องเงิน กับ คดี
พ่อแม่เขาก็ดูโอเคหรอกค่ะ แต่เจ้าคนขับนี่สิ.... หน้าตามันไม่บ่งบอกเลยนะว่าสำนึกผิดน่ะ
อยากให้มันลองมาเจ็บอย่างเราจัง มันจะได้รู้ว่าทรมาณนะเอ็ง โดยเฉพาะตอนล้างแผลน่ะ
พ่อแม่เขามาขอโทษเรา นากาก็ได้แต่พยักหน้า (ด่าก็ไม่ได้เพราะกัดผ้าก๊อตอยู่ ตบตีก็ไม่ได้ยังมึนหัวอยู่ จิ๊)
ไม่รู้บุญ หรือ กรรม ของมัน เจ้าคนขับมันเป็นรุ่นน้องของเพื่อนนากาเอง เพื่อนนากาก็เลยจิกมันไปสั่งสอนซะหน่อย.....(แต่ก็อย่างว่า มันไม่ค่อยรู้สึกวุ๊ย)
พ่อแม่คนขับทำธุรกิจค้ารถค่ะ ค่ารักษาพยาบาลเขาก็เลยจะออกให้โดยใช้เงินประกันจากรถของเขาเอง
พ่อแม่เค้าก็ดูดีนะคะ แต่ลูกทำไมคนละเรื่องแบบนี้ฟะ
อยู่โรงพยาบาล R ได้ 3 คืนก็ย้ายโรงพยาบาลไปอยู่โรงพยาบาล M อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก
โรงพยาบาล R นี่ขูดเงินจริง ๆ ให้ตายเถอะค่ะ
คุณแม่แจ้งต้องการย้ายโรงพยาบาลตั้งแต่วันศุกร์ เพราะว่าอยู่โรงพยาบาลM ใกล้บ้าน แถมตอนนี้แม่ไม่ค่อยสบาย อยากให้ลูกไปอยู่ใกล้ ๆ ดีกว่า
พยาบาลเขาก็ว่าไม่เป็นไร นอนต่ออีก 2-3 วันเงินประกันก็ยังเหลือ เพราเดี๋ยวตอนนี้ประกันจะจ่ายให้ก่อน 15,000 แล้วเราจะได้ประกันจากสถาบันอีก 10,000 ส่วนนากาทางโรงพยาบาลจะดูแลให้ ให้แม่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล M เถอะ
แต่พอวันเสาร์แจ้งให้พยาบาลทราบว่า ประกันของสถาบันมีปัญหาไม่สามารถจ่ายให้ได้ เท่านั้นแหละค่ะ
พี่ท่านก็เขียนในใบประวัติการรักษาว่า
"สิ้นสุดการรักษา"
หมายถึงว่า ไม่ต้องทำอะไรแล้ว กลับบ้านได้เลย ออกได้ทันที ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังบอกว่ายายังไม่ครบครอสเลย
(- -")
ตอนแรกบอกว่าจะมีรถไปส่งให้ ไป ๆ มา ๆ ไม่มีรถค่ะ เสื้อผ้าก็หามาเปลี่ยนเอง เดินทางไปเอง
โรงพยาบาลนี้ขอจบเพียงเท่านี้ล่ะค่ะ อย่าได้มีเหตุให้เราต้องเจอกันอีกเลย
หน้าเงินจริง ๆ
อยู่โรงพยาบาล M นี่แทบจะตรงกันข้าม
หมอถามแต่ว่า อยากกลับบ้านรึยัง หมอดูแล้ว ไม่มีอะไรมากแล้วนอกจากเช็ดบาดแผล ทำความสะอาดแผล แล้วก็ตัดไหมเท่านั้นเอง
ก็อยู่ซะ 3 คืนรอแผลที่หน้าดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเดี๋ยวกลับไปคุณยายจะตกใจเอา
(ที่บ้านไม่มีใครกล้าบอกคุณยายว่านากาเป็นหนัก เพราะท่านพึ่งออกจากโรงพยาบาลวันที่นากาเข้าโรงพยาบาลแหละค่ะ... (- -"))
ตอนนี้ แผลที่หน้าไม่เท่าไหร่แล้วค่ะ ไม่ค่อยบวมแล้ว แต่มึนหัวก็ยังเป็นอยู่หน่อย ๆ ที่หัวเข่าแผลยังไม่หายดี ตอนนี้เลยยังเดินไม่ค่อยคล่อง
แถมยังต้องรักษาฟันที่หักอีก ฮือ...... ฟันหน้าหักไป 2 ซี่ ต้องรักษาอีกยาวเลย (คุณหมอประเมินค่ารักษาไว้ที่ 27,000 (-[]-") ดีที่คู่กรณีออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้อีกต่างหากนอกเหนือจากประกัน)
อยากขอบคุณที่สุดเลยก็คือ
เพื่อน ๆ พี่ ๆ เพื่อนบ้านที่ไปเยี่ยมหา ขอบคุณที่ซื้อของมาฝากนะคะ เกรงใจจัง
ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ฝากความเป็นห่วงมาให้
ขอบคุณ อาจารย์ที่คณะมากเลยค่ะ ที่มาเยี่ยมหา
และที่สุดก็คือ
ขอบคุณคุณแม่ ที่สั่งสอนให้เป็นคนที่ไม่เคยละทิ้งหมวกกันน็อคแม้จะขับรถไกลใกล้
เพราะถ้าไม่มีหมวกกันน็อคอันนั้นล่ะก็ นากาคงเหลือแต่ชื่อจริง ๆ ล่ะค่ะ
เพราะขนาดใส่หมวกกันน็อคแล้ว หน้ายังพังได้ได้ตั้งครึ่งหน้า แถมหัวโนปูดเป็นมะกรูดได้อีก
***********************************
อยากบอกอีกนิด ถ้าใครที่ดื่มของมึนเมาแล้วจะต้องขับรถ คิดดี ๆ ก่อนเถอะค่ะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา คนที่ตายอาจจะไม่ใช่แค่คุณคนเดียวก็ได้
อยู่เฉย ๆ ก็เป็นเหยื่อของเมาแล้วขับได้เหมือนกันนะคะ